1.เช็กประเภทเงินได้

รูปแบบงานที่ถูกจ้างแต่ละครั้งอาจต่างกัน ทำให้รายได้แต่ละครั้งอาจเป็นรายได้ต่างประเภทกัน ส่งผลให้มีการหักค่าใช้จ่ายเพื่อคำนวณภาษีต่างกันไปด้วย  

ตัวอย่างเช่น นายข้าวจ้าวเป็นผู้รับทำบัญชีอิสระ และเป็นวิทยากรในงานสัมมนาต่าง ๆ

– ค่าทำบัญชี เป็นรายได้ประเภท 40(6) ในกลุ่มที่หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 30% ของรายได้ทั้งปี

– ค่าจ้างวิทยากร/พิธีกร เป็นรายได้ประเภท 40(2) ซึ่งหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 50% ของรายได้ทั้งปี แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

2.รวบรวมใบหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ทุกฉบับที่ได้รับจากผู้ว่าจ้างทุกราย

ซึ่งถือเป็นเอกสารสำคัญที่แสดงรายได้ และภาษีที่นำส่งต่อกรมสรรพากร หากได้ไม่ครบถ้วน ควรติดต่อกับผู้ว่าจ้าง เพราะหากเอกสารไม่ครบ นอกจากจะเสียสิทธิในการใช้ภาษีที่ถูกหักนำส่งไปแล้วนั้น ยังอาจถูกเบี้ยปรับจากการนำส่งรายได้ ก็อาจส่งผลให้ภาษีที่ต้องชำระไม่ไม่ครบถ้วน

 3.จดค่าจ้างที่ได้รับทุกครั้ง

การจดค่าจ้างที่ได้รับทุกครั้ง นอกจากจะใช้เพื่อการติดตามเอกสารใบหัก ณ ที่จ่ายที่ได้รับไม่ครบถ้วนแล้วนั้น ยังทำให้ฟรีแลนซ์รู้ตัวว่ามีรายได้ตั้งแต่ต้นปีเป็นจำนวนเท่าไร เพื่อใช้ในการคำนวณวางแผนภาษีได้อีกด้วย

4.ยื่นภาษีตามกำหนดเวลา

แม้รายได้ฟรีแลนซ์บางครั้งถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว แต่ฟรีแลนซ์ก็ยังต้องนำรายได้นั้นไปยื่นภาษีตามแบบ ภ.ง.ด.90 ในช่วง ม.ค.–มี.ค. ของปีถัดจากที่ได้รายได้นั้น และหากฟรีแลนซ์มีรายได้ใดๆ ที่อยู่ในประเภท 40(5) – 40(8) แล้ว ยังมีหน้าที่ต้องนำรายได้ส่วนนั้นที่ได้รับในครึ่งปีแรกไปยื่นภาษีตามแบบ ภ.ง.ด.94 ในช่วง ก.ค.–ก.ย. ของปีเดียวกันด้วย  หากละเลยไม่ยื่นตามกำหนดแล้ว นอกจากต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือนของยอดภาษีที่ต้องชำระแล้ว ยังมีเงินค่าปรับจากการไม่ยื่นแบบฯ อีกไม่เกิน 2,000 บาทด้วย

5.ถ้ามีเงินได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *